colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

ประเทศไทย ใจถนัดศิลปะแต่ปากบอกว่าเก่งวิทยาศาสตร์

17 ก.ค. 2560 (18:42 น.)

-

จำนวนการดู

-

จำนวนการแชร์

  • แชร์เรื่องนี้
ก

 

ไม่ว่าคุณจะ “เรียนเพื่อหางาน” หรือ ”เรียนเพื่อพัฒนางาน” ในฐานะประชากร คุณคือส่วนหนี่งของเศรษฐกิจประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจในเอเชียหรือที่อื่นๆ ล้วนเน้นบทบาทของรัฐในการบริหารเศรษฐกิจ แรงงาน และการศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาและการเติบโตในระยะยาว

 

ประเทศไทยปัจจุบันมีผู้ที่อยู่ในกลุ่มกำลังแรงงาน 37.9 ล้านคน ประกอบด้วยผู้ว่างงาน 4.49 แสนคนและผู้ที่รอฤดูกาล 2.75 แสนคน แต่ประเทศไทยขาดแรงงานในภาคการผลิตรุนแรงกว่าประเทศอื่นในอาเซียนถึง 3 เท่า ทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน การศึกษาของไทยนั้นทำให้แรงงานตกอยู่ในสถานะผู้ผลิตระดับล่าง เมื่อค่าจ้างจะแพงขึ้น ก็ทำให้ไทยแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เวียดนาม และพม่า ที่ผลิตอุตสาหกรรมลักษณะเดียวกันแต่ค่าแรงถูกกว่าไม่ได้

 

ในการพัฒนาการศึกษา เรามักให้ความสำคัญกับวิชาทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ซึ่งส่งผลให้เกิดนวัตกรรม แต่ในภาพรวมแล้วเด็กไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะให้ความสนใจกับอะไร?

 

1. มองผ่านการศึกษา: ไทยเก่งอย่างทำอีกอย่าง?
 

ee

 

เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ประเทศไทยมีบุคลากรที่จบด้านสังคมศาสตร์ วารสารศาสตร์ และสารสนเทศ สูงเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาค

 

โดยจากข้อมูลในปี พ.ศ 2558 พบว่า จากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในระดับระดับอุดมศึกษาทั้งหมด ไทยมีผู้จบการศึกษาด้านที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์สูงถึง 16.25% เทียบกับอันดับสองคือมาเลย์เซีย ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 9.9%

 

ไทยยังเป็นผู้ผลิตบุคลากรทางด้านศิลปะและมนุษยศาสตร์อันดับที่สองของอาเซียนด้วย โดยจากผู้จบการศึกษาปี พ.ศ 2558 มีจำนวนถึง 7.28% ที่จบการศึกษาด้านศิลปะหรือมนุษยศาสตร์ รองจากลาวซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจระดับกลางล่างซึ่งมีนักศึกษาที่จบในสาขาศิลปะและมนุษยศาสตร์อยู่ที่ 7.86%

 

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในปี พ.ศ 2560 อยู่ที่ 1.9% เพิ่มจาก 1.3% ในปี พ.ศ. 2559 เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากปัญหาแรงงานจบใหม่ขาดประสบการณ์การทำงาน แต่ในอีกระดับหนึ่ง ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่าแรงงานที่ผลิตอาจจะไม่ตรงกับเป้าหมายในเชิงอุตสาหกรรมของประเทศที่ต้องการดำเนินนโยบาย Thailand 4.0 มากไปกว่านั้นแผนการพัฒนานโยบายปัจจุบันนั้นมีเพียงส่วนของการกระตุ้นนวัตกรรมและความสามารถเท่านั้น แต่ยังไม่ตอบปัญหาอุปสงค์และอุปทานของการศึกษาที่เป็นอยู่

 

ภาพที่เห็นคือเด็กไทยเลือกที่จะเรียนสังคมศาสตร์ บริหาร กฎหมาย กับ ศิลปะหรือมนุษยศาสตร์ มากถึง 43.89% คำถามที่ตามมาคือ แรงงานเหล่านี้จะต้องทำอะไรและอยู่ในอุตสาหกรรมไหน? สิ่งที่สำคัญกว่าคือ โอกาสเพื่อให้แรงงานเหล่านี้ปรับตัวเข้ากับอุตสาหกรรมที่กำลังเจริญเติบโตและได้รับการสนับสนุนจากรัฐ แม้ว่าวิชากลุ่มคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์จะเป็นวิชาที่สำคัญ แต่ถ้าหากเด็กเลือกที่จะทิ้งไปเพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถนัดหรือห่างกับความสนใจของตนเอง ประโยชน์ที่แท้จริงของวิชาก็จะไม่ต่อยอด

 

2. ทางออกของปัญหาแรงงานขาดศักยภาพ

ไทยมีปัญหาเรื่องผลิตภาพแรงงานหรือ Labour Productivity อย่างชัดเจน งานวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าในปี พ.ศ 2551 ผลิตภาพแรงงานภาคเกษตรและภาคการค้าปลีกและค้าส่งนั้นต่ำมาก และเนื่องจากภาคส่วนเหล่านี้จ้างแรงงานเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้ผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยของทั้งประเทศไม่สูงตามไปด้วย ในปัจจุบันแรงงานส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตร การป่าไม้ และการประมง ที่มีจำนวนถึง 10.63 ล้านคน  รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรมและงานการขายที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์และจักรยานยนต์

 

การที่มีผลิตภาพทางแรงงานต่ำนั้นส่งผลให้ผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity, TFP) ของไทยต่ำไปด้วย และส่งผลให้เศรษฐกิจติดกับดักการเจริญเติบโตโดยรวม เพราะการลงทุนจ้างแรงงานหรือซื้อเครื่องจักรเพิ่มไม่ได้ทำให้ผลิตผลเพิ่มขึ้นในแง่อัตราหรือคุณภาพ แต่เป็นเพียงแค่การขยายการผลิตเท่านั้น

 

การเติบโตต่ำในระยะยาวอาจส่งผลเสียได้หากประเทศคู่แข่งในอาเซียนมีแนวโน้มแซงหน้า เช่นเวียดนามที่มีการลงทุนในแง่บุคลากรด้านไอซีที วิศวกรรม การผลิต และการก่อสร้าง ที่เป็นจุดแข็งของไทยในปัจจุบัน อีกประเด็นที่น่าสนใจคือบุคลากรด้านการศึกษาที่ไทยผลิตน้อยจนแทบจะรั้งท้ายของประเทศในกลุ่มอาเซียน การพัฒนาความรู้เพื่อต้อนรับสังคมนวัตกรรมสมัยใหม่และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นความรู้นั้นจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้แบบบูรณาการ โดยเฉพาะวิชาในสาขา STEM หรือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี  วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ แม้ว่างานการสนับสนุนการศึกษาจะดำเนินเรื่อยมา แต่ประเทศไทยกลับประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาจากการพัฒนาระบบดังกล่าว กล่าวคือเด็กที่เก่งจะเก่งมาก แต่เด็กที่ไม่เก่งจะลำบากและไม่มีพื้นที่ในบริบทการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาที่วนกลับไปที่ผลิตภาพของแรงงานโดยรวมในที่สุด

 

 

f

 

แนวทางแก้ปัญหาแบบหนึ่งคือ การพัฒนาแรงงานด้วยการไม่จำกัดว่าจะต้องถนัดด้านไหน แต่ให้มีทักษะพื้นฐานเพียงพอในทุกด้านที่จะปรับตัวและนำวิชาต่างๆ มาใช้ได้

งานวิจัยผลกระทบทางเศรษฐกิจของแขนงสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์พบว่า ทักษะในการสร้างงานนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์นั้นจำเป็นจะต้องมีความสร้างสรรค์ที่เกิดจากการเข้าใจด้านศิลปะและสังคมศาสตร์ ในขณะเดียวกัน งานสร้างสรรค์ทางด้านการวิจัยเชิงมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ก็พบว่าทักษะทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นความสำคัญของการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่าง SPSS หรือแม้กระทั้งโปรแกรมอย่าง NVIVO ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักวิเคราะห์สังคมศาสตร์

 

3. ไทยยังตามหลังลาวและกัมพูชาในการผลิตบุคลากรดิจิทัล

แนวโน้มความต้องการของนักศึกษาและนักเรียนไทยที่ให้ความสำคัญกับวิชาทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์คงไม่ใช่เรื่องที่เปลี่ยนง่ายๆ

ความสนใจในวิชา STEM นั้นเราได้เห็นจากตัวเลขการต่อยอดระดับอุดมศึกษา ว่ามีจำนวนต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียน แม้แต่ในแง่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือ “กลุ่มดิจิทัล” ที่เรามุ่งหมายจะพัฒนา ประเทศไทยก็ผลิตบุคลากรตามหลังหลายประเทศ รวมถึงลาวและกัมพูชาด้วย

 

g

ภาพกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม ระยะ 20 ปี (ข้อมูล กระทรวงอุตสาหกรรม)

 

หากมองจากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและดูตามภาควิชา อุตสาหกรรมที่สามารถยกระดับประเทศมีกลุ่มการเกษตรที่เริ่มมีการแข่งขันมากขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน อีกกลุ่มคือกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทุนวัฒนธรรมและบริการที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะครอบคลุมบุคลากรส่วนหนึ่งที่จบทางด้านศิลปะ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ แต่อีกมิติหนึ่งที่หายไปคือแนวโน้มการพัฒนาและการใช้ทักษะทางด้านการวิเคราะห์สังคม และการบริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการศึกษาการตลาดที่เราจะรู้จักกันในงานลักษณะที่ปรึกษา  (Consultancy) หรือ Think Tank ทางสังคม ซึ่งบุคลากรที่จบมาในด้านสังคมและมนุษยศาสตร์สามารถทำได้มากกว่าหางานในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ทักษะ เฉพาะทาง

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นความรู้เป็นหลัก โดยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากที่สุดด้วยการสร้างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริการและสังคมเมือง งานวิจัยผลกระทบของวิชาสังคมศาสตร์ในสหราชอาณาจักรพบว่า อุตสาหกรรมทางด้านสังคมศาสตร์สร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจถึง 2.7 พันล้านปอนด์ หรือประมาณ 118.3 พันล้านบาท นอกจากนี้ ตลาดวิชาสังคมศาสตร์ยังมีผลในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Gross Value Added) ให้กับเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมถึง 92 พันล้านบาท นอกจากนี้ งานวิจัยและวิเคราะห์ทางสังคมศาสตร์ยังเป็นสิ่งจำเป็นในอุตสาหกรรมการเงิน หรือแม้แต่ภาครัฐเองก็มีการจ้างงานบริการทางด้านสังคมศาสตร์สูงถึง 850 พันล้านบาท (19.4 พันล้านปอนด์) ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์จึงเป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยที่มีบุคลากรเหลือล้นในแง่นี้

 

อย่างไรก็ตาม STEM นั้นยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ ดังนั้นหลักสูตรสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ควรเริ่มมีการปรับตัวเพื่อรองรับเครื่องมือในการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ในขณะที่สาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมเองก็สามารถหาประโยชน์จากวิชาในด้านสังคมศาสตร์ได้เช่นกัน

 

ที่สำคัญที่สุดคือประเทศไทยจะต้องวางแผนให้ได้ว่าจะทำอย่างไรกับประชากรกลุ่มใหญ่ที่จบมาทางด้านรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ โดยใช้ศักยภาพการลงทุนกับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้คุ้มกับเวลาสี่ปีและเงินสนับสนุนของรัฐที่จ่ายไปทุกปี ไม่ใช่ให้บุคลากรจบปริญญาเหล่านี้มาเพื่อทำงานเพื่อการพาณิชย์เท่านั้น หรือไปทำงานในภาคส่วนที่ไม่ส่งผลบวกอะไรมากมายกับเศรษฐกิจโดยรวม

 

บทความโดย พชรพร พนมวัน ณ อยุธยา มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด

colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

คิดอย่างไรกับเรื่อง :

ประเทศไทย ใจถนัดศิลปะแต่ปากบอกว่าเก่งวิทยาศาสตร์

  • ติดต่อโฆษณา02-833-2000
COPYRIGHT © 2016
THAI BROADCASTING COMPANY LIMITED
ALL RIGHTS RESERVED
ติดตามเรา
colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme