colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

ร้อนกลางฤดูฝน "สิงหาคม-กันยายน" จุดเปลี่ยนการเมืองไทย

14 ก.ค. 2560 (16:16 น.)

-

จำนวนการดู

-

จำนวนการแชร์

  • แชร์เรื่องนี้

นับจากวันที่ คสช. เข้ายึดอำนาจ การเมืองไทยก็เหมือนจะอยู่ในสภาวะนิ่งสนิท จากการควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่นักการเมืองก็ขยับไม่ได้ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งในทุกระดับที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ 

 

จะมีที่ดูเหมือนคึกคักขึ้นมาหน่อยก็เมื่อครั้งประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่จากครั้งนั้นเอง ทำให้เราได้เห็นว่าผลการทำงานของ คสช. นั้นมีประสิทธิภาพขนาดไหน ทำให้จากวันนั้นถึงวันนี้ การเมืองก็อยู่ในสภาพนิ่งสนิท แต่ทุกคนก็ย่อมรู้ว่าความนิ่งที่ว่า "นิ่งจริง" หรือ "นิ่งลวง"

 

เดือนสิงหาคม และ กันยายน ที่จะถึงนี้ก็จะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้ง และอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองและสังคมไทย เนื่องจากถึงเวลาที่คดีสำคัญสามคดีจะมีการตัดสินจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และอาจมีนักการเมืองระดับโจ๊กเกอร์ต้องติดคุกจากคำพิพากษาในคดีใดคดีหนึ่ง ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดความไม่พอใจจากกลุ่มผู้สนับสนุน  

 

หากนึกไม่ออกให้ลองย้อนดูอดีตเมื่อครั้ง"ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"สั่งยึดทรัพย์"ทักษิณชินวัตร"และครั้งนั้นเองที่ม็อบนปช.เมื่อปี2553ได้เริ่มต้นขึ้นและพัฒนาจนกลายมาเป็นวิกฤติการเมืองเมื่อพฤษภาคมปี2553

 

สามคดีที่จะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองช่วง "ส.ค. - ก.ย." นี้ มีอะไรบ้าง เราลองมาดูกัน

 

1. คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่รัฐสภาเมื่อ7.. 2551

           

คดีนี้มีผู้ต้องหา 4 ราย ประกอบด้วย 1. สมชาย วงศ์สวัสดิ์  อดีตนายกรัฐมนตรี 2. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯในขณะนั้น 3. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณผบ.ตร.ในขณะนั้น และ 4. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้วผบช.น. ในขณะนั้น   

 

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากในขณะนั้นมีการประท้วงรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ต่อมา  "สมัคร สุนทรเวช"  ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วยคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชนได้เลือก "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" เป็นนายกฯ และนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้น

 

ตามกฎหมาย "สมชาย" ต้องเข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนการปฏิบัติหน้าที่  แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ยินยอม โดยอ้างว่าไม่มีความชอบธรรม และได้เคลื่อนขบวนที่ปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลไปปิดล้อมอาคารรัฐสภาตั้งแต่คืนวันที่ 6 ต.ค. 2551 และในวันที่ 7 ตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ก็ได้ระดมยิงแก๊สน้ำตาเพื่อเปิดทางให้คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาเข้าไปภายในได้ เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุม จนเกิดการบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก สุดท้าย "สมชาย" ก็แถลงนโยบายเสร็จและนั่งเฮลิคอปเตอร์ออกจากสภา  มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นสองคนคือ "น้องโบว์"  น.ส.อังคณา ประดับปัญญาวุฒิและ "สารวัตรจ๊าบ"  พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี  หลังเหตุการณ์ พล.อ.ชวลิต ลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

 

คดีนี้ต่อสู้กันมาเป็นเวลานาน ทั้งในชั้น ป.ป.ช. และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  น่าจับตาว่างานนี้นอกจาก สมชาย-ชวลิต ที่เป็นนักกรเมืองแล้ว ยังมี พัชรวาท  ที่เป็นตำรวจและน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  ร่วมเป็นจำเลยด้วย และหาก สมชาย หรือ ชวลิต ต้องคำพิพากษาให้จำคุก ก็จะเป็น "อดีตนายกฯ" คนแรกที่ต้องเข้าเรือนจำ

 

โดยการสืบพยานนัดสุดท้ายมีขึ้นเมื่อวันที่30มิ..ที่ผ่านมาและศาลนัดพิพากษาในวันที่2..ที่จะถึงนี้

 

2. คดีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G  โดยคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายจำนำข้าวในรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ชินวัตร"

 

คดีนี้มีผู้ต้องหาถึง 28 ราย โดยมีนักการเมืองระดับรัฐมนตรีสองคนคือ  1. บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ 2.ภูมิ สาระผลอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  นอกจากนี้ยังมีข้าราชการและเอกชน ที่ชื่อดังก็เช่น "บริษัทสยามอินดิก้า" และ "เสี่ยเปี๋ยง"  อภิชาติ จันทร์สกุลพรตัวละครสำคัญในคดีที่เกี่ยวกับโครงการจำนำข้าว

 

โครงการระบายข้าวแบบจีทูจีนั้น ถูกตั้งคำถามว่าไม่มีการระบายข้าวในลักษณะรัฐต่อรัฐจริง หากแต่เป็นการเล่นแร่แปรธาตุผ่านบริษัทเอกชน 

 

ว่ากันว่าคดีนี้เป็นคดีตัวอย่างสำหรับคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตจำนำข้าวของ "ยิ่งลักษณ์"  เพราะที่ผ่านมาเส้นทางคดีก็คล้ายๆ กัน การนำสืบก็คล้ายๆ กัน การนำไปสู่การยึดทรัพย์ที่มีแนวทางเดียวกัน และที่สำคัญต้องมีการทุจริต การปล่อยปละละเลยจึงจะเกิดขึ้นได้

 

คดีนี้สืบพยานนัดสุดท้ายไปเมื่อวันที่5..ที่ผ่านมาและศาลได้นัดพิพากษาในวันที่25..ที่จะถึงนี้

 

3. คดีจำนำข้าวของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" มีเธอเป็นจำเลยเพียงคนเดียว  โดยข้อกล่าวหาก็คือ นโยบายจำนำข้าวทำให้เกิดความเสียหาย และเธอในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลจนเกิดความเสียหาย  โดยมีตัวอย่างเช่น การทุจริตการระบายข้าว  ความเสียหายที่เกิดจากข้าวเน่า  โดยผู้กล่าวหาย้ำว่าที่ผ่านมามีการเตือนเป็นหนังสือทั้งจาก ป.ป.ช. และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน  แต่รัฐบาลในขณะนั้นก็ยังเดินหน้า

 

ที่ผ่านมามีการสู้คดีกันอย่างยาวนานตั้งแต่ คสช. เข้าสู่อำนาจ และเธอก็ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดย คสช. แต่ทาง "ยิ่งลักษณ์" ก็ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีประโยชน์ โดยประชาชนได้ประโยชน์ อีกทั้งเป็นโครงการที่เป็นนโยบายของพรรคซึ่งได้หาเสียงเอาไว้แล้ว ส่วนเรื่องข้าวเน่า "ยิ่งลักษณ์" ก็พยายามแก้ต่างว่า ข้าวไม่ได้เน่าเสียอย่างที่กล่าวอ้าง โดยพยายามขอให้ศาลลงไปดูด้วยตนเอง แต่ศาลปฏิเสธ

 

ซึ่งคดีนี้ศาลนัดสืบพยานนัดสุดท้ายในวันที่21..ที่จะถึงนี้ซึ่งหากเป็นเหมือนที่ผ่านๆ มาในวันดังกล่าวศาลจะนัดหมายวันพิจารณาคดีเลยซึ่งน่าจะอยู่ที่เดือน..

 

เป็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะคดีสุดท้าย เพราะ "ยิ่งลักษณ์" เปรียบเสมือนผึ้งนางพญาของคนกลุ่มหนึ่ง หากคำตัดสินไม่เป็นคุณ หลายคนย่อมกังวลถึงผลที่จะตามมา ขณะที่รัฐบาลเองก็เชื่อมั่นว่า ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร พวกเขาย่อมจัดการได้ เพราะอำนาจที่มีอยู่ในมืออย่างเบ็ดเสร็จ

 

ว่ากันว่างานนี้หากอุณหภูมิร้อนพอการเมืองอาจมีความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งไม่แน่ว่าฝั่งใดฝั่งหนึ่งอาจหมดรูปเลยทีเดียว สองเดือนนี้จึงร้อนชนิดผิดจากหน้าฝนที่ผ่านๆ มา

 

สำรวจไทม์ไลน์คดีทางการเมือง

 

k

 

 

บทความโดยอสรพิษ

colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

คิดอย่างไรกับเรื่อง :

ร้อนกลางฤดูฝน "สิงหาคม-กันยายน" จุดเปลี่ยนการเมืองไทย

  • ติดต่อโฆษณา02-833-2000
COPYRIGHT © 2016
THAI BROADCASTING COMPANY LIMITED
ALL RIGHTS RESERVED
ติดตามเรา
colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme