colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

วิเคราะห์ความสุขภาพและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ด้วยสายตาธนาคารโลก

13 ก.ค. 2560 (16:40 น.)

-

จำนวนการดู

-

จำนวนการแชร์

  • แชร์เรื่องนี้

 

 

ผ่านไปแล้วกว่า 20 ปี หลังจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ที่รู้จักกันในชื่อ “วิกฤติต้มยำกุ้ง”

 

แม้โอกาสที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงเช่นเมื่อ 20 ปีที่แล้วจะไม่มาก แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจอีกรูปแบบหนึ่ง ที่แม้จะไม่รวดเร็วและรุนแรงเท่า แต่ก็สามารถฉุดรั้งประเทศไม่ให้พัฒนาไปข้างหน้าได้ดุจเดียวกัน

 

วิกฤติเศรษฐกิจที่ว่า คือการที่ประเทศไทยเติบโตช้าลงมากจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงเรื่อยๆ มาตลอด 20 ปีนับแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540

 

ธนาคารโลกได้ประเมินสุขภาพเศรษฐกิจไทย และออกรายงานเรื่อง Getting Back on Track: Reviving Growth and Securing Prosperity for All  ค้นพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยที่น่าสนใจในหลายๆ ด้าน

 

ประเทศไทยเติบโตช้าลงมาก

                ในช่วงเวลาประมาณ 4 ทศวรรษก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ประเทศไทยเติบโตในอัตราเฉลี่ยกว่า 7.7% ต่อปี และถ้านับเฉพาะช่วง 10 ปีสุดท้ายก่อนเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยถึงปีละ 9% ต่อปี แต่ในช่วง 10 ปีหลังสุด ระหว่างปี 2548-2558 ประเทศไทยขยายตัวเฉลี่ยเพียงปีละ 3.3% มิหนำซ้ำถ้านับเฉพาะ 2 ปีหลังสุด เศรษฐกิจไทยเติบโตที่อัตราน้อยกว่า 3% ต่อปีเสียอีก

 

                ธนาคารโลกยังประเมินด้วยว่า หนทางข้างหน้าของเศรษฐกิจไทยจะไม่สดใสนัก โดยคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตในช่วงปี 2559-2561 จะอยู่ที่เฉลี่ยเพียง 3.2% ต่อปี ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยจะไม่ดีขึ้น โดยมองว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะลดลงเหลือเพียง 3% ในปี 2564

 

                ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนหลายประเทศ รวมถึงจีนและอินเดียด้วย

 

แรงงานไทยมีปัญหาและผลิตภาพตกต่ำในหลายภาคส่วน

                รายงานระบุว่า ความสามารถของเด็กไทยจบใหม่ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศโดยเปรียบเทียบ นักศึกษาไทยจบใหม่ที่สามารถแก้ปัญหาขั้นสูงได้มีเพียง 1.7% ในขณะที่สิงคโปร์และเวียดนาม มีนักศึกษาจบใหม่ที่สามารถแก้ไขปัญหาขั้นสูงได้ 35% และ 12% ตามลำดับ ในกรณีของประเทศสิงคโปร์ นับว่ามากกว่าไทยกว่า 20 เท่าตัว

 

                นอกจากนี้ ผลิตภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรก็หยุดชะงักมานาน ในระหว่างปี 2553-2558 ผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตเพียง 1% ต่อปีเท่านั้น ทั้งที่เคยขยายตัวมากถึงกว่า 12% ต่อปีในช่วงปี 2529-2539 ส่วนในภาคการเกษตร รายงานระบุว่าผลิตภาพได้ชะลอตัวมากว่า 10 ปีแล้ว

 

โครงสร้างพื้นฐานของไทยยังไม่ก้าวหน้า

                แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยปี 2547, 2550 และ 2557 ที่ริเริ่มโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งล้วนล้มพับไป ธนาคารโลกประเมินว่าการที่ประเทศไทยสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ช้า จะส่งผลให้ภาคเอกชนมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งในต้นทุนด้านเวลาและต้นทุนทางการเงิน อีกทั้งยังทำให้รัฐบาลในอนาคตต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างสิ่งเหล่านี้มากขึ้นด้วย

 

                ธนาคารโลกแนะนำว่าประเทศไทยควรรีบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ ทั้งโครงสร้างด้านคมนาคม ขนส่ง ไฟฟ้า และประปา เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพอย่างสูงที่จะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ รายงานยังสรุปด้วยว่าการลงทุนในสิ่งเหล่านี้เป็น “การลงทุนที่คุ้มค่า”

 

ข้าราชการไทยประสิทธิภาพลดลง

ออ

                ระบบราชการของไทยเคยเป็นตัวลดทอนผลกระทบ (shock absorber) จากความผันผวนทางการเมืองให้กับเศรษฐกิจไทยมาก่อน กล่าวคือระบบราชการเป็นเสาหลักที่ยังคงทำให้ประเทศขับเคลื่อนและเดินหน้าต่อไปได้แม้ว่าจะมีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงเกิดขึ้น แต่ธนาคารโลกระบุว่า “ตัวลดทอนผลกระทบ” ตัวนี้กำลังมีประสิทธิภาพลดลง

 

                รายงานระบุว่า ในช่วงทศวรรษ 2530 คุณภาพของระบบราชการไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายชาติมาก ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลย์เซีย แต่ผ่านมา 20 ปี คุณภาพของระบบราชการไทยกลับน้อยลง ในขณะที่สิ่งเหล่านี้ดีขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ในปัจจุบันคุณภาพของระบบราชการไทยอยู่ในระดับเดียวกับเวียดนามและอินโดนีเซีย และเป็นรองฟิลิปปินส์และมาเลย์เซียแล้ว

 

                รายงานยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันประสิทธิภาพที่ตกต่ำของระบบราชการไทยเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของภาคเอกชนเป็นอันดับที่ 3  รองจากปัญหาวิกฤติการเมืองและการคอร์รัปชั่น

 

ความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ได้เหนือกว่าเพื่อนบ้านอีกแล้ว

 

พ

             

                ย้อนไปเพียงประมาณ 10 ปีที่แล้ว ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนมากใน “ทุกด้าน” แต่ในปัจจุบัน ในขณะที่ความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ได้ก้าวไปข้างหน้า รวมถึงก้าวถอยหลังในหลายด้าน ความสามารถของเพื่อนบ้านอาเซียนกลับดีขึ้นในทุกๆ ด้าน จนทำให้ในปัจจุบัน ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยของอาเซียนแล้ว

 

                และถ้าหากเจาะดูเป็นด้านๆ จะเห็นว่าความสามารถด้านนวัตกรรมของไทยลดต่ำลงจนแพ้เพื่อนบ้านอาเซียน ประสิทธิภาพของตลาดแรงงานไทยก็ด้อยกว่า มิหนำซ้ำ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังได้ทำลายกฎกติกาที่กำกับระบบการเมืองและเศรษฐกิจลงไปอย่างสำคัญ จนทำให้ความพร้อมในเชิงสถาบัน (Institutions) ตกต่ำลงและด้อยกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนอื่นๆ แล้ว

 

                จากสถานการณ์ทั้งหมด อาจจะถึงเวลาเสียทีที่เราต้องมาร่วมกันคิด ว่าเศรษฐกิจไทยควรถูกยกเครื่องใหม่หรือยัง ซึ่งการจะทำสิ่งนั้นได้ ย่อมหมายถึงการยกเครื่องระบบการเมืองของไทยไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

 

colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

คิดอย่างไรกับเรื่อง :

วิเคราะห์ความสุขภาพและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ด้วยสายตาธนาคารโลก

  • ติดต่อโฆษณา02-833-2000
COPYRIGHT © 2016
THAI BROADCASTING COMPANY LIMITED
ALL RIGHTS RESERVED
ติดตามเรา
colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme