colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

เมื่อ “วิทยา” ยังเคยไปบุนเดสลีกา แต่ทำไมผมถึงตื่นตัวกับ "ชนาธิป" ในเจลีกมากกว่า?

15 มิ.ย. 2560 (22:02 น.)

-

จำนวนการดู

-

จำนวนการแชร์

  • แชร์เรื่องนี้

ในวันที่บรรยากาศฟุตบอลถูกพักตัวลงจากการปิดซีซั่นของบอลลีกยุโรปที่ตรงกับช่วงบอลลีกภายในประเทศจบครึ่งแรกของฤดูกาลไปพอดี บวกกับฟ้าครึ้มๆในแต่ละวันของเดือนหกแล้ว ก็ช่วยพิสูจน์ได้ว่า “ความเหงา” ของชาวบ้าบอลไม่ได้เกิดขึ้นในแง่ของการเป็นคนโสดซะอย่างเดียว

แต่ถึงกระนั้นก็ยังพอมีเรื่องราวของนักฟุตบอลไทยให้เหล่าผู้เล่นคนที่ 12 ของทีมชาติไทยได้พอให้หัวใจเต้นแรงกันบ้าง กับการส่งออก “เมสซี่เจ” สู่สมรภูมิเจลีกอย่างเป็นทางการ 

แน่นอนว่านี่คือ Talk of the town ของแฟนบอลไทยที่สั่งสมความเข้มข้นของกระแสนับตั้งแต่วันที่มีการประกาศดีลอย่างเป็นทางการจนถึงวันที่เขากำลังจะได้สวมยูนิฟอร์มของ คอนเดโร่ ซัปโปโร ทีมดังจากแดนปลาดิบในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

ถ้าให้ย้อนพูดถึงการส่งออกนักเตะไทยไปโลดแล่นเวทีต่างชาตินั้นนี่ไม่ใช่ครั้งแรก สดๆ ร้อนๆ เราได้เห็น “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา กับดีลฮือฮาล่าตาข่ายลาลีกาของสเปนกับสโมสรอัลเมเรีย  ย้อนไปหน่อยก็ต้อง “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย ในรั้วอะคาเดมี่ของคริสตัล พาเลซ แห่งศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษจนกระทั่งหวดประตูแรกในเวทียุโรปกับสีเสื้อทีมเค.ลีร์เซ่ในเบลเยี่ยม  หรือถ้าจะย้อนไปไกลกว่านั้น “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ก็ยังได้โอกาสไปเหยียบถิ่นริเวอร์ไซด์สเตเดี้ยมของเดอะโบโร่ และวาดลวดลายบทเพลงสนามหญ้ากับทีมฮัดเดอร์ฟิลด์ทาวน์มาแล้ว  แต่ถึงอย่างไรก็ตามนักเตะที่เราสามารถพูดได้เต็มปากว่าไปได้ไกลที่สุดกลับไม่ใช่ 3 คนนี้

แข้งส่งออกที่เป็นจุดสูงสุดของวงการลูกหนังไทยจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “เฮงซัง” วิทยา เลาหกุล

ที่เคยเป็นถึงหนึ่งในขุนพลชุดใหญ่ของสโมสร แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ในศึกบุนเดสลีกาลีกสูงสุดของเยอรมัน ด้วยจำนวนลงเล่นถึง 33 นัด และสามารถยิงได้ 1 ประตู นี่น่าจะเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของประวัติศาสตร์วงการลูกหนังไทยที่สุดแล้ว

จนกระทั่งข่าวการย้ายตัวไปเล่นฟุตบอลในเจลีกของ “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธุ์ มิดฟิลด์ร่างเล็กเท้าชั่งทองของสโมสร SCG เมืองทอง ยูไนเต็ด มาถึงมือสื่อกีฬาบ้านเรา ทุกกระแสต่างถาโถมไปที่หนุ่มน้อยชาวนครปฐมคนนี้ราวกับว่านี่คือนักเตะไทยคนแรกที่ได้ไปค้าแข้งลีกดังระดับโลกซะอย่างนั้น

ทำไมเราถึงต้องตื่นตูมกับเจลีกของ “เมสซี่เจ” มากกว่าบุนเดสลีกาของ “โค้ชเฮง” ล่ะ?

 

วิทยา และชนาธิป

 

ค..1979กับ2017

เราเห็นรูป “โค้ชเฮง” สมัยเป็นนักเตะวัยกำลังห้าวในแบบฉบับขาว-ดำตามสไตล์ยุค 70’s  ขณะที่ “ชนาคุง” นั้นมีคลิปวีดีโอทุกซอกทุกมุมทุกอิริยาบถลอยฟุ้งอยู่เต็มโลกโซเชียลในยุคที่ผ่านคำว่ามิลเลเนียม...

ใช่แล้วครับ มันคือเรื่องของยุคสมัยจริงๆ หลายคนอาจเกิดไม่ทันยุคที่โค้ชเฮงกำลังเตะตะบี้ตะบันกับเหล่าฝรั่งหัวทอง แต่ก็มั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ตอนนั้นโลกไม่รู้จักกับคำว่าอินเตอร์เน็ตแน่ๆ ลำพังแค่ทีวีสีอาจจะเป็นอุปกรณ์สำหรับคนไฮโซเท่านั้นด้วยซ้ำไป 

เราไม่กล้าฟันธงว่า ยุคนั้นบุนเดสลีกาสำหรับคนไทยนั้นดังมากพอที่จะเป็นกระแสระดับประเทศได้ไหม แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้คือ ไม่ใช่คนไทยส่วนใหญ่แน่นอนที่ติดตามข่าวนี้

ไม่ใช่เหตุผลว่า คนไทยไม่ชอบดูฟุตบอลนะครับ แต่ยุคที่ฟุตบอลยังเป็นแค่กีฬาที่ไม่ได้หมุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล และการสื่อสารที่ยังส่งจดหมายกันเป็นหลัก คือ ปัจจัยส่วนหนึ่งเลยจริงๆ เมื่อเทียบกับชนาธิปในยุคนี้ที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายแห่งการสื่อสาร และตามติดชีวิตใครบางคนเพียงแค่ขยับด้วยปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น 

ยุคสมัยใหม่ช่วยสร้างทางเลือกการสื่อสารได้หลากหลายจึงเป็นอีกปัจจัยหลักที่ทำให้การไปเจลีกดูน่าตื่นเต้นกว่าวันที่ภาพถ่ายจากเยอรมันยังเป็นขาว-ดำกว่ามาก

Social Network

ตั้งแต่เข้ายุค 2010 ยิ่งนับวันสังคมออนไลน์ยิ่งกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ไปโดยไม่รู้ตัว  ความสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงข้อมูลดิบได้ง่าย ส่งผลให้ Social Network กลายเป็นอีกช่องทางการสื่อสารที่คนเลือกเสพมากที่สุด

แน่นอนว่าข่าวการไปเจลีกของ ชนาธิป ในยุคนี้จึงกลายเป็น Talk of the town ระดับประเทศได้ไม่ยาก

อัตชีวประวัติรวมไปถึงไลฟสไตล์ต่างๆ ของ "เจ้าเจ" แฟนบอลสามารถติดตามเข้าถึงได้ง่าย ทุกแง่ทุกมุมของชีวิตส่งผลให้เกิดความอินในชีวิตของนักฟุตบอลฝีเท้าดีคนนี้

จึงไม่แปลกหากทั้งประเทศต่างก็รู้สึกตื่นเต้นไปกับดีลนี้ เพราะนั่นเสมือนว่า พวกเขาเองก็จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งความภาคภูมิใจของคนชาติเดียวกันบนปัจจัยที่ 5 ที่ประกาศก้องให้โลกรู้ได้ง่ายๆ ไม่ต่างจากบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ทั่วไป 

ขณะที่เรื่องราวของ วิทยา มีเพียงแค่ภาพนิ่งขาวดำที่เปรียบเสมือนเครื่องช่วยบันทึกประวัติศาสตร์ประดับหอเกียรติยศเท่านั้น  เป็นความภาคภูมิใจที่ชวนให้รำลึกถึงแต่ไม่รู้สึกเหมือนเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเหตุการณ์

ความสำคัญของ “ลีก

หัวข้อเหมือนให้น้ำหนักผิด แต่นี่คือเรื่องจริงที่แฟนบอลไทยพันธุ์แท้ต่างเริ่มเข้าใจกับสถานการณ์ และศักยภาพของนักเตะไทย

แน่นอนว่าบุนเดสลีกา คือ หนึ่งในลีกระดับท๊อป “ลีกหนึ่ง” ของโลก ไม่มีใครปฏิเสธจุดนี้ แต่เจลีกคือ “ลีกอันดับหนึ่ง” ของทวีปเอเชีย ถ้าให้พูดภาษาชาวบ้านง่ายคล้ายอาการองุ่นเปรี้ยวหน่อย นั่นก็คือ ในทวีปของตัวเองเจลีกคือ ลีกอันดับหนึ่ง ขณะที่บุนเดสลีกานั้นไม่เชิงว่า เป็นนัมเบอร์วันของทวีปตัวเอง

ข้อดีของการที่แฟนบอลไทยหลายคนเริ่มเข้าใจในศักยภาพของนักเตะทีมขาติไทยมากขึ้นนั่นจึงทำให้พวกเขาเข้าใจจุดหมายปลายทางของนักฟุตบอลไทยได้ขัดเจนขึ้น รู้ว่าที่ไหน “เหมาะสม” กับนักเตะไทยเพื่ออนาคตของวงการ

ลีกยุโรปมาตรฐานอาจจะยังใหญ่ไปสำหรับนักเตะไทยแต่กับเจลีก ที่นี่คือ ระดับท๊อปที่น่าจะ “กำลังดี”

กำลังดีในแง่ของจำนวนเกมที่ได้ลงเล่น และผลงานในสนาม กำลังดีในแง่ของการฝึกฝนเพื่อยกระดับ  และรวมไปถึงกำลังดีในแง่ของการบุกเบิกสู่เวทีระดับที่ใหญ่ขึ้นในอนาคตต่อไป นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้แฟนบอลไทยค่อนข้างตื่นตัวอย่างมีน้ำหนักเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่เห็นได้สบายตา และชัดเจนมากขึ้น จึงทำให้ดีลนี่ดูตื่นเต้นในสายตาแฟนบอลมากกว่า

Homesick effect

นักฟุตบอลชื่อดังหลายคนมีโอกาสไปได้ไกลทะลุปรอทแตกมากกว่าเดิมหากไม่มี “โรคคิดถึงบ้าน” หรือ Homesick เข้ามาเป็นกำแพงซะก่อน

โรคนี้เป็นแล้วไม่ถึงกับตายแต่น่าเสียดายเอาเรื่องเพราะเปรียบเสมือนไวรัสกัดกินโอกาส สาเหตุการเกิดโรคสาเหตุหลักคือ “การใช้ชีวิตในต่างแดน” ที่อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับใครบางคน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน วัฒนธรรม หรือแม้แต่สภาพอากาศล้วนเป็นพาหะก่อให้เกิดโรค Homesick ได้ แต่หากลองวิเคราะห์จากปัจจัยของพาหะนักเตะไทยนั้นมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงเมื่อต้องไปค้าแข้งแดนตะวันตกมากกว่าที่จะเกิดในทวีปเอเชียโดยเฉพาะกับญี่ปุ่นที่ในปัจจุบัน “ความญี่ปุ่น” นั้นพุ่งเข้าชนใส่คนไทยในระดับ 10.0 ริกเตอร์อยู่แล้ว

เราเจอสิ่งที่มาจากแดนปลาดิบแทบทุกวันไม่ว่าจะเป็นอาหารญี่ปุ่น สื่อ มีเดีย รวมไปถึงราคาตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นที่ถูกว่ากระเป๋าแบรนด์เนมบางยี่ห้อในพารากอนซะอีก (นี่ยังไม่รวมรูปดอกซากุระ กับ ใบไม้เปลี่ยนสีของเพื่อนๆ ในเฟซบุคนะ)

ด้วยความคุ้นเคยนี้จึงทำให้แฟนบอลไทยต่างมีความเชื่อว่า เจ้าเจ-ชนาธิป มีโอกาสที่จะทำผลงานในสังเวียนเจลีกได้ดี สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศโดยที่ไม่รู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นเป็นเรื่องอึดอัด และอยากกลับมาซัดข้าวหมูแดงที่นครปฐม  บวกกับในยุคนี้ไปเที่ยวญี่ปุ่นได้ง่าย และถึงไวกว่าขับรถจากรังสิตเข้าสยามมันก็ยิ่งดีต่อใจกับนักท่องเที่ยวไทยยิ่งนัก

จัดทริปดีๆไปเที่ยวเทศกาลหิมะของซัปโปโรแถมได้แวะดูนักเตะไทยในสนามบอลระดับเจลีก “มันก็จะดูคูลหน่อยๆ”

แฟนบอลไทย

เมื่อลองวิเคราะห์หลายๆ อย่างเราจะเห็นถึงความแตกต่างของเหตุผลที่คนไทยดูตื่นเต้นดีลของ ชนาธิป มากกว่า วิทยา แต่ฟุตบอลไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ เราไม่สามารถชี้ได้ว่าความตื่นเต้นนั่นมันมีที่มาที่ไปยังไงได้ชัดเจนเป๊ะๆ

ฟุตบอลในวันนี้กลายเป็นกระแสที่เร้าใจเกินกว่าคำว่า ลูกกลมๆ มีลมอยู่ข้างใน กลายเป็นธุรกิจเงินถังขนาดใหญ่เกินกว่าคำว่าสังเวียนบนผืนหญ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลทำให้เกิดมูลค่าขึ้นมาอย่างปฎิเสธไม่ได้ก็จริง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น “ศรัทธา” ของแฟนบอลไทยต่างหาก

ใครจะรู้ว่าการไปเยอรมันของวิทยาแท้จริงอาจจะเคยทำแฟนบอลไทยขนลุกทั้งประเทศไม่แพ้ ชนาธิป มาแล้วก็ได้เพียงแค่เราไม่รู้กันเองแค่นั้น  เรายังคงเชื่อว่าแฟนบอลไทยไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ตามล้วนเป็นแรงผลักดันมหาศาลที่มี “ค่าเท่ากัน”

สำหรับนักเตะไทยไม่มีใครรู้สึกได้รับมากกว่าหรือน้อยกว่า  และไม่ว่าในอนาคตนักเตะคนใดจะได้ไปค้าแข้งต่างแดนที่ไหนก็ตาม  แฟนบอลไทยก็จะให้ความสำคัญมากพอๆ กับนักเตะรุ่นก่อนๆ ที่เคยจารึกไว้

ที่เราตื่นเต้นไม่ใช่เพราะชื่อทีมที่ไป แต่เราตื่นเต้นเพราะคนที่ไปเป็นนักเตะสายเลือดไทยต่างหาก. 

บทความโดย Poptrait

colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

คิดอย่างไรกับเรื่อง :

เมื่อ “วิทยา” ยังเคยไปบุนเดสลีกา แต่ทำไมผมถึงตื่นตัวกับ "ชนาธิป" ในเจลีกมากกว่า?

  • ติดต่อโฆษณา02-833-2000
COPYRIGHT © 2016
THAI BROADCASTING COMPANY LIMITED
ALL RIGHTS RESERVED
ติดตามเรา
colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme