colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

“ทรัพย์สินวัด” ต้องเปิด เพราะเชื่อว่า “ดี” อย่างเดียวอาจไม่พอ

15 มิ.ย. 2560 (15:34 น.)

-

จำนวนการดู

-

จำนวนการแชร์

  • แชร์เรื่องนี้

ข่าวที่เกิดขึ้นกับวงการศาสนาในขณะนี้ ได้รับความสนใจอยู่สองข่าว

ข่าวการสังหาร สามเณรปลื้ม สามเณรวัยเพียง 17 ปี และนำศพไปฝังอำพรางอยู่ใต้ฐานพระพุทธรูป 

และข่าวการทุจริตเงินอุดหนุน บูรณะปฏิสังขรณ์วัด หรือที่เรียกว่า เงินทอนที่มีราคาในการเรียกคืนถึง 75 %

ทั้งสองข่าวมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่ นั่นคือ เรื่องเงินๆ ทอง และผลประโยชน์ของวัด ที่พักอาศัยของพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นผู้สืบทอดพุทธศาสนา และเป็นตัวแทนของ ความดีและคนดี

ข่าวแรกเริ่มจากการเป็นข่าวอาชญากรรม เพราะเป็นเหตุฆาตกรรม ที่กระทำกับ สามเณร โดยเบื้องแรก ผู้ต้องหาระบุว่า ผู้ถูกฆ่ามีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ แต่สืบไปสืบมากลายเป็นว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุนั่นเองที่มีปัญหากับการเข้ามาบริหารจัดการเงินวัด “วังตะวันตก”

ที่สำคัญคือเมื่อฆ่าแล้วยังกลับมาเป็นพระต่ออีกด้วย

เรื่องยิ่งซับซ้อนที่ถึงขนาดพบว่า เจ้าอาวาส ถูกจับขังมาเป็นเวลาสองปี และกลุ่มที่ก่อเหตุนั้นเป็นผู้เข้ามาจัดการดูแลผลประโยชน์ของวัดทที่มีอยู่อย่างมหาศาล ยิ่งสืบยิ่งยาว ยิ่งสาวยิ่งลึก

ข่าวที่สองเป็นเรื่องของการทุจริตเงินสนับสนุนวัด ของสำนักงานพระพุทธศาสนา โดยตามปกติสำนักพุทธฯจะจัดเงินอุดหนุนบูรณะ ปฏิสังขรณ์ไปตามวัดต่างๆที่ขอมา แต่การทุจริตก็เกิดขึ้น เมื่อข้าราชการ ซึ่งน่าจะร่วมมือกับเจ้าอาวาส ไปเรียกคืนเงินสนับสนุนวัดในอัตรา 75-80%

หนักเสียกว่าที่เราเคยเห็นนักการเมือง หรือข้าราชการทำกับโครงการอื่นๆ เสียอีก

ปัญหาของทั้งสองเรื่องอยู่ที่ “ทรัพย์สิน”ของวัดซึ่งที่ผ่านมาไม่มีระบบอะไรที่จะมาบังคับให้วัดต้องมีการจัดการทรัพย์สินเหมือนนิติบุคคลอื่นทั้งๆ ที่วัดก็มีสถานะเป็นนิติบุคคลเช่นเดียวกัน

ผู้ที่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของวัดคือ “เจ้าอาวาส” หรือผู้ที่เจ้าอาวาสมอบอำนาจให้  ทำให้หลายครั้ง เกิดความสับสนว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นนั้นเป็นของ “วัด” หรือของ “เจ้าอาวาส” กันแน่ ซึ่งผู้ที่สับสนก็มีทั้งญาติโยมและเจ้าอาวาสเอง

นอกจากนี้ยังไม่มีระบบตรวจสอบการใช้เงินที่ดีพอ ทั้งๆที่หลายๆ วัดมาเงินไหลเข้ามาจากความศรัทธาของญาติโยมที่มาทำบุญ รวมไปถึงผลประโยชน์ที่เข้ามาจากการบริหารจัดการที่ดินของทางวัด

ขณะที่เรื่องของ “เงินทอน” เงินอุดหนุนวัดก็เริ่มต้นด้วยความไม่มีหลักเกณฑ์ในการให้ กำหนดเพียงได้รับการอนุมัติจากมหาเถรสมาคมเท่านั้น  และการตรวจสอบเช่นกัน การให้ก็มีลักษณะการให้เปล่า โดยมีหลักฐานเพียงอย่างเดียวคือหลักฐานการเซ็นรับเงินของเจ้าอาวาส จากนั้นจะนำไปใช้อย่างไรก็แล้วแต่

ไม่มีระบบใดจะมาตรวจสอบได้นี่เองจึงทำให้วัดสามารถ “ทอนเงิน” ให้ข้าราชการได้ถึง 75-80 %

แน่นอนว่ากลิ่นกิเลศย่อมหอมหวลศีล 227 ข้อจึงมิอาจทัดทานความอยากได้อยากมีที่อยู่ข้างหน้าได้หลายวัดจึงกลายเป็นแหล่งเงินแหล่งทองและแหล่งรวมตัวของการหาผลประโยชน์และนำทรัพย์สินที่ควรจะเป็นขององค์กรมาเป็นของตนเอง

ทั้งหมดทำให้เราเห็นว่าแม้แต่พระซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ “คนดี” และ “ความดี” ก็ยังมิอาจเชื่อใจได้ เพราะ “คนดี” ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ หากไม่มีระบบตรวจสอบที่เพียงพอ หรือมีช่องโหว่ให้ “ความดี” แปลงกายเป็น “การทุจริต” ได้

อย่างไรก็ตามในขณะนี้มีผู้เสนอ ร่าง...ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ ที่เสนอโดย ไพบูลย์นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งตีตรงไปที่ปัญหา โดยต้องการให้วัดจัดทำบัญชีอย่างถูกต้องรวมถึงเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินด้วย

เมื่อเราสแกนดูจะพบว่าร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมีทั้งสิ้น 14 มาตรา โดยมีเนื้อหาคือ กำหนดให้มี คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินของวัด และให้แบ่งแยก ทรัพย์สินของวัดและ ทรัพย์สินของพระภิกษุ

โดยคณะกรรมการจัดการทรัพย์สินวัดจะประกอบด้วย 1.เจ้าอาวาส หรือรักษาการเจ้าอาวาสเป็นประธาน 2.รองเจ้าอาวาส หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสหนึ่งรูป 3.พระภิกษุที่สังกัดในวัดเลือกกันเองสองรูป 4.ไวยาวัจกร 1 คน 5.อุบาสกและอุบาสิกาผู้ทรงคุณวุฒิที่มีภูมิลำเนาอยู่ในถิ่นนั้นประเภทละ 3 คน

โดยกรรมการจัดการทรัพย์สินฯจะมีหน้าที่ 1.บริหารจัดการทรัพย์สินของวัด ให้ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นประโยชน์แก่การดำเนินการพระพุทธศาสนา 2.แต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต 3.วางระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของวัด 4.ดำเนินารอื่นใดเพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์สินของวัด

นอกจากนี้ยังกำหนดให้คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินฯจัดทำงบบัญชีทรัพย์สินของวัดตามหลักการบัญชี ตามมาตรฐานสากลซึ่งต้องประกอบด้วยแสดงฐานะทางการเงิน งบรายได้ค่าใช้จ่ายและกระแสเงินสดรายเดือนและรายปี และให้ผู้ตรวจสอบบัญชีรับรองด้วย จากนั้นให้สำนักพุทธฯเปิดเผยต่อสาธารณะ

 

ทรัพย์สินวัด

 

ส่วน ทรัพย์สินของพระภิกษุ นั้น หากทรัพย์สินได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศให้ถือเป็นทรัพย์สินของวัด และให้พระภิกษุที่ได้ทรัพย์สินมานั้นใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นเพื่อดำรงสมณเพศ เพื่อดำเนินกิจการของพระพุทธศาสตา หรือสาธารณประโยชน์อื่น

ซึ่งเมื่อพ้นจากความเป็นพระภิกษุแล้ว ไม่ว่าจะสึกหรือมรณภาพให้ทรัพย์สินตกเป็นของวัด

ส่วนทรัพย์สินที่ได้มาก่อนบวช หรือได้มรดก ไม่ถือเป็นทรัพย์สินของวัด

พระภิกษุต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินให้คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินวัดทราบทุกปี

 

ทรัพย์สินภิกษุ

 

จะเห็นได้ว่า ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่การให้วัดต้องมีการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ และให้พระภิกษุเองต้องไม่มีทรัพย์สินที่ได้ระหว่างการบวช ตามทำนอง เมื่อมาตัวเปล่ายามไปก็ไปตัวเปล่า

ผู้เสนออย่าง “ไพบูลย์” อาจมีภาพที่ทับซ้อนกับฟากฝั่งการเมือง แต่ข้อเสนอเช่นนี้เมื่อถึงนาทีนี้แล้วต้องบอกว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกผลักดันให้เป็นผลสำเร็จ เพราะตัวเขาเองก็มีความใกล้ชิดกับแกนอำนาจอยู่ไม่น้อย

ซึ่งหากผลักดันจนสำเร็จก็จะเป็นการปฏิรูปการจัดการทรัพย์สินของวัดอย่างเป็นรูปแบบและแยกปัจจัยออกจากพระภิกษุให้มากที่สุด

เพราะขณะนี้ "คนดี"อย่างเดียวไม่เพียงพอเสียแล้วระบบต่างหากที่จะทำให้คนดี” ยังคงความดีต่อไปได้.

colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

คิดอย่างไรกับเรื่อง :

“ทรัพย์สินวัด” ต้องเปิด เพราะเชื่อว่า “ดี” อย่างเดียวอาจไม่พอ

  • ติดต่อโฆษณา02-833-2000
COPYRIGHT © 2016
THAI BROADCASTING COMPANY LIMITED
ALL RIGHTS RESERVED
ติดตามเรา
colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme