colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

ปลดเอฟบีไอ มองผ่าน "ทรัมป์" ย้อนถึง "ไทย"

16 พ.ค. 2560 (15:40 น.)

-

จำนวนการดู

-

จำนวนการแชร์

  • แชร์เรื่องนี้
fbi

 

การสั่งปลด นายเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง  หรือ  FBI โดย นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา  สร้างความตกตะลึงไปทั่ว  เพราะนึกไม่ถึงว่า  "ทรัมป์"  จะกล้าใช้อำนาจถึงเพียงนี้

ก่อนหน้านี้ "โคมีย์" ถูกล่าวหาจากการที่เดินหน้าสอบสวนเรื่องอีเมลของนางฮิลลารี คลินตัน อดีตคู่ชิงประธานาธิบดี ก่อนที่จะเลือกตั้งเพียง 11 วัน  ซึ่งทำให้เชื่อว่ากรณีนี้เป็นเหตุหนึ่งให้นางคลินตันแพ้เลือกตั้ง

ซึ่งการปลดครั้งนี้มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ เพราะขณะนี้ เอฟบีไอ กำลังสืบสวนสอบสวนหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับ "โดนัลด์ ทรัมป์" เช่นกรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และกรณีที่ทีมรณรงค์หาเสียงของทรัมป์หลายคนลอบติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัสเซีย

 

fbi2

 

อย่างไรก็ตามจากเหตุผลของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการะบุในหนังสื่อว่า "เขาเห็นพ้องที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของนายเจฟฟ์ เซสชันส์ รัฐมนตรียุติธรรม ที่ชี้ว่านายโคมีย์ไม่สามารถทำหน้าที่ผู้นำของเอฟบีไออย่างมีประสิทธิภาพต่อไปได้ และจำเป็นจะต้องมีการเริ่มต้นใหม่เพื่อให้การทำงานของเอฟบีไอสอดคล้องกับมาตรฐานระเบียบวินัยในระดับสูง รวมทั้งสอดคล้องกับการยึดถือตัวบทกฎหมาย และความซื่อสัตย์มีจริยธรรมที่ทางกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยึดมั่นมาโดยตลอด"

แต่อย่างไรก็ตามการปลดครั้งนี้นำมาซึ่งคำถามว่า ดุลพินิจการพิจารณาเป็นไปโดยสุจริตหรือไม่  หรือเป็นไปเพื่อสนองต่ออำนาจทางการเมือง และ "โคมีย์" ถือเป็น ผอ.เอฟบีไอ คนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ถูกปลด โดยคนแรกนายวิลเลียม เซสชีนส์  ถูกปลดในสมัยนายบิล คลินตัน หลังพบว่า กระทำผิดจรรยาบรรณ ด้วยการนำเครื่องบินของเอฟบีไอไปใช้ส่วนตัว

 

fbi thai

 

ในสหรัฐฯ อาจเป็นเรื่องไม่ปกตินัก แต่ในไทยหาเป็นเช่นนั้นไม่  เพราะเคยมีมาแล้วหลายครั้ง  แต่ก็เช่นกันที่มีบางครั้งถึงขั้นทำให้ผู้นำตกเก้าอี้มาแล้ว

การเด้งข้าราชการระดับบริหารในสมัย "ทักษิณ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นถือเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงที่ถูกระบุว่าเป็นช่วงปฏิรูประบบราชการ ถึงกับมีการเปิดตำแหน่งพิเศษใน "สำนักนายกรัฐมนตรี" จำนวนมาก เพื่อรองรับข้าราชการที่ทำงานไม่เข้าตา

 

fbi3

 

ถึงขนาดลือว่า ที่มีการรัฐประหาร 2549 เพราะส่วนหนึ่ง "ทักษิณ" เตรียมปลด "สนธิ บุณยรัตกลิน" ออกจาก ผบ.ทบ.

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่มักถูกจับตาว่าจะถูกเด้งเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล คือตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อย่างในสมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีคำสั่งปลด "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ"  แม้จะเป็นถึงน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ไม่ช่วยอะไร เพราะขณะนั้นมีความขัดแย้งกับ "อภิสิทธิ์" และถูกมองว่าปล่อยปละละเลยกับผู้ชุมนุม

แต่จนแล้วจนรอดแม้จะปลดได้ แต่ "อภิสิทธิ์"  กลับตั้ง ผบ.ตร. ตัวจริงไม่ได้ เนื่องจากเกิดความขัดแย้งกันเองในรัฐบาล และทำเพียงตั้ง "พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ" เป็นรักษาการจนเกือบเกษียณอายุ

 

fbi4

 

ผบ.ตร.คนต่อมาที่ถูก "ปลด" คือ "พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี" ผู้ซึ่งมาแทน "พล.ต.อ.ปทีป" นั่นเอง

การปลด "วิเชียร" นั้นเกิดในสมัย รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ซึ่งมีความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง  เพราะว่ากันว่า ต้องการให้  "พล.ต.อ.วิเชียร" ออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้ “พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์” พี่ชาย “คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์” ภริยา นายทักษิณ ชินวัตร ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

ซึ่งการปลด "พล.ต.อ.วิเชียร" นี้ ถูกกดดันจากรัฐบาลในขณะนั้น จนมีภาพ "พล.ต.อ.วิเชียร" ถึงกับน้ำตาซึม แต่เมื่อต้องให้พ้นจากตำแหน่ง ผบ.ตร. ก็ต้องมีตำแหน่งที่เหมาะสมรองรับ เพราะว่ากันแล้ว “ตัวเขา” ไม่ได้บกพร่องอะไร ดังนั้น จึงต้องปลอบใจด้วยการโยกไปนั่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  ซึ่งขณะนั้นเก้าอี้เป็นของ "ถวิล เปลี่ยนศรี"

ทำให้ "ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร" มีคำสั่งให้ "ถวิล" มาเป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ เพื่อเปิดทางให้ "วิเชียร" และการโยกย้าย ณ จุดนี้นี่เองที่เป็นสาเหตุให้ "ยิ่งลักษณ์" ต้องพ้นจากตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี"

 

fbi5

 

"เพรียวพันธุ์" อยู่ในตำแหน่งจนเกษียณราชการ รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ก็ได้แต่งตั้ง “พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว” เป็น ผบ.ตร. คนต่อมา

แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" หัวหน้า คสช. จึงมีคำสั่ง ให้ "พล.ต.อ.อดุลย์" มาปฏิบัติงานที่สำนักนายกฯ  อย่างไรก็ตาม เขามีชื่อเป็นหนึ่งใน คสช. และก็ได้รับแต่งเป็น รมว.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ตำแหน่งต่อมาที่มักจะถูกจับตาเรื่องการโยกย้ายว่ามีนัยยะทางการเมืองคือ ตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลมักจะเลือกจากคนที่ไว้ใจและเชื่อมือมาทำงาน

ก่อนรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" คนที่เป็น เลขาฯ สมช. คือ "ถวิล เปลี่ยนศรี"  แต่เมื่อต้องการเปิดทาง หาเก้าอี้ที่เหมาะสมให้ "วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี"  หวยจึงมาออกที่ตำแหน่งนี้  ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความไม่พอใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก และถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่ออย่างหนักหน่วง

แต่คนอย่าง "ถวิล"  ไม่เก็บความช้ำไว้เงียบๆ หากแต่นั่งรอและทำตามกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยการร้องเรียนตามขั้นตอน ว่าการโยกย้ายนั้นมีการใช้อำนาจไม่ชอบธรรมจากรัฐบาล จนสุดท้ายนำมาสู่การร้องศาลรัฐธรรมนูญว่า "ยิ่งลักษณ์" แทรกแซงการทำงานการแต่งตั้งราชการ และเมื่อถึงวิกฤตการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญจึงตัดสินให้ "ยิ่งลักษณ์" พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุนี้นี่เอง

 

ขณะที่ "วิเชียร" เองก็ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งนี้จนเกษียณ เพราะเมื่อทำงานมาได้หนึ่งปี ก็ได้ย้ายไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมและเกษียณในตำแหน่งดังกล่าว และคนที่ถูกตั้งขึ้นมาแทนในตำแหน่งนี้คือ “พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร” ที่ว่ากันว่ามีสัมพันธ์ที่ดีกับ "เพื่อไทย" และ "ทักษิณ" ที่หลายคนมองว่า "วิเชียร" ต้องย้ายออกเพื่อเปิดทางให้ตัวจริงอย่าง “ภราดร”

แต่เมื่อมีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งคืนตำแหน่งให้ "ถวิล"  "ภราดร" จึงต้องพ้นจากตำแหน่ง และเมื่อ คสช. เข้ายึดอำนาจ และ "ถวิล" เกษียณ จึงตั้ง "อนุสิษฐ คุณากร" มาแทน

 

นอกจากนี้ยังมีอีกตำแหน่งที่ถูกจับตาคือตำแหน่ง "อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ" หรือ ดีเอสไอ  ซึ่งกรมนี้ถูกตั้งขึ้นในสมัย "ทักษิณ ชินวัตร"  ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อใครเข้ามาก็มักจะส่งคนที่เชื่อใจมาเป็น แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการปลดอธิบดี แม้ช่วงเปลี่ยนจากรัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเพื่อไทย ที่ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ขู่จะปลด "ธาริต เพ็งดิษฐ์"  แต่สุดท้ายก็ไม่ปลด ซ้ำยังได้ "ธาริต" เป็นมือไม้ชั้นดี

แต่เมื่อ คสช. เข้ายึดอำนาจ "ธาริต" ก็เป็นตำแหน่งแรกๆ ที่ถูกสั่งปลดกลางอากาศ

จะเห็นได้ว่า ไทยมีการปลดข้าราชการ อันเนื่องมาแต่การเมืองตลอดเวลา แต่ที่ส่งผลมากที่สุดคือกรณีของ "ยิ่งลักษณ์" ที่ต้องตกเก้าอี้ เพราะปลด "เลขาฯ สมช." และกลายเป็นบรรทัดฐานจากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้รัฐบาลต่อมาต้องระวังให้ดีเรื่องการแทรกแซงข้าราชการ

 

fbi6

 

แต่โชคดีที่ รัฐบาลปัจจุบัน มี ม.44 ที่สามารถปรับลด ปลด ย้าย ได้โดยไม่มีความผิด แต่กับรัฐบาลจากนี้ไปหลังการเลือกตั้งต้องดูว่าจะทำอย่างไร

จะเห็นได้ว่า ของไทยนั้นการเมืองตั้งอยู่บนการโยกย้ายตำแหน่งสำคัญๆ นี่ยังไม่นับตำแหน่งอื่นๆ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ อธิบดีกรมต่างๆ หรือบอร์ดบริหารรัฐวิสาหกิจ

การโยกย้ายในไทยกลายเป็นเงื่อนไขทางการเมือง ไม่ว่าจะด้วยการตรวจสอบของระบบราชการ หรือการวิพากษ์ของสื่อมวลชน  และการจับตาของขั้วตรงข้ามทางการเมือง

 

ต้องดูว่าการปลดข้าราชการในสหรัฐฯ โดยผู้ที่มีอำนาจเต็มอย่าง "ประธานาธิบดี"  จะกลายเป็นเงื่อนไขทางการเมืองในอนาคตด้วยหรือไม่ มอง “ทรัมป์” ดีๆ อาจเห็น “เงา” ของ “ไทย” ก็เป็นได้

colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

คิดอย่างไรกับเรื่อง :

ปลดเอฟบีไอ มองผ่าน "ทรัมป์" ย้อนถึง "ไทย"

  • ติดต่อโฆษณา02-833-2000
COPYRIGHT © 2016
THAI BROADCASTING COMPANY LIMITED
ALL RIGHTS RESERVED
ติดตามเรา
colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme